บลจ.ธนชาต ขอเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์แนะนำข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับการลงทุนและช่วยไขข้อข้องใจในการลงทุนให้แก่ท่านได้ จากกูรูผู้รอบรู้การลงทุน โดย ตระกูลจิตร จิตตไสยะพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน หรือ ที่รู้จักกันในกระดานสนทนา Thanachart103    
* สนใจร่วมตอบคำถามแสดงความคิดเห็นได้ทันที หลังจากสมัครสมาชิกใหม่บนกระดานสนทนา เพียงระบุ ชื่อ-นามสกุล เลขที่บัตรประชาชน ชื่อผู้ใช้ และ E-mail Address

ชื่อผู้ใช้ :  
รหัสผ่าน :  
ลืมรหัสผ่าน
เงื่อนไขการใช้บริการ
หุ้นกู้
ตั้งกระทู้ใหม่ | ตอบคำถาม | สมัครสมาชิกใหม่
 
   หุ้นกู้
buai

ถาม: 7

โพสท์เมื่อ : 1 ม.ค. 48 เวลา 6:19:53 0 x   

อยากรู้รายละเอียดหุ้นกู้หน่ะค่ะ ว่ามันคืออะไร แล้วเราจะลงทุนกับมันอย่างไร ซื้อขายได้ที่ไหน ขอบคุณค่ะ
   
     ความเห็นที่ 1     โพสท์เมื่อ : 4 ม.ค. 48 เวลา 10:59:56 0 x  
 
nasset103

ตอบ: 4588
   

สวัสดีครับคุณ Buai

หุ้นกู้ก็คือตราสารที่บริษัทต่างๆออกเสนอขายให้ผู้ลงทุนเพื่อต้องการกู้ยืมเงินครับ ผู้ถือหุ้นกู้หรือผู้ลงทุนในหุ้นกู้ก็คือเจ้าหนี้ของบริษัท ได้รับผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย หุ้นกู้จะมีกำหนดอายุที่แน่นอน กำหนดวันจ่ายดอกเบี้ยที่แน่นอน และอาจมีระบุเงื่อนไขปลีกย่อยอื่นๆอีก ความเสี่ยงการลงทุนในหุ้นกู้ที่สำคัญที่สุดก็คือความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับเงินต้นคืนถ้าผู้ออกหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้ ในหนังสือข้อสนเทศการเสนอขายหุ้นกู้จะมีรายละเอียดสิ่งที่ผู้ออกหุ้นกู้สัญญากับผู้ลงทุนว่าจะปฏิบัติอย่างไรตลอดอายุของหุ้นกู้ เช่น รักษาสัดส่วนของหนี้สินต่อทุนไว้ไม่เกินกี่เท่า จ่ายเงินปันผลได้ไม่เกินเท่าไร เป็นต้น

การลงทุนในหุ้นกู้ก็เหมือนกับการปล่อยกู้ ซึ่งเราต้องวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ก่อน นอกจากนี้กฎหมายยังบังคับให้ผู้ออกหุ้นกู้จัดให้มีการประเมินอันดับเครดิตโดยผู้จัดอันดับความน่าเชื่อถือ ข้อมูลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะช่วยให้ผู้ลงทุนสะดวกขึ้นที่จะประเมินความเสี่ยง อันดับเครดิตกลุ่มใหญ่ที่เรียงลำดับจากดีที่สุดไปดีน้อยลงคือ AAA, AA, A, BBB, BB, B, CCC, CC.....ไปเรื่อยๆจนถึง D โดยปกติหุ้นกู้ที่มีคุณภาพดีควรจะมีอันดับเครดิต BBB ขึ้นไป ในแต่ละกลุ่มใหญ่ๆข้างต้นยังแบ่งย่อยได้โดยใช้เครื่องหมาย + กับ - เพื่อแยกอันดับความน่าเชื่อถือให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่นในกลุ่ม A ก็จะมีได้ 3 อันดับคือ A+, A, A- โดยเรียงจากดีไปดีน้อยลง

อันดับเครดิตที่ดี แข็งแรง ก็หมายความว่าความเสี่ยงในการเบี้ยวหนี้จะต่ำ แต่ผลตอบแทนของหุ้นกู้ก็จะต่ำกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นกู้ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับบริษัทที่มีเครดิตด้อยกว่า

การลงทุนในหุ้นกู้ของผู้ลงทุนรายบุคคล จะต้องติดต่อซื้อขายผ่านดีลเลอร์ค้าตราสารหนี้ ซึ่งส่วนใหญ่คือธนาคารพาณิชย์ กับบริษัทหลักทรัพย์รวม 46 รายที่เป็นสมาชิกศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทย (TBDC) ซึ่งสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซด์ ของ TBDC คือ http://www.thaibdc.or.th/

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยยังเปิดให้มีการซื้อขายตราสารหนี้สำหรับรายย่อยผ่านระบบอิเลคทรอนิคส์ด้วยสำหรับหุ้นกู้บางบริษัทฯ แต่ไม่ค่อยแอคตีฟนักในปัจจุบัน แต่ในอนาคตคงจะดีขึ้นเพราะรัฐบาลมีนโยบายรวมศูนย์การซื้อขายไปไว้ที่ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งคงใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง

ส่วนใหญ่การลงทุนในหุ้นกู้มักเป็นการซื้อขายกันระหว่างลูกค้าสถาบัน เพราะหุ้นกู้โดยทั่วไปจะดีลกันเป็นวงเงินใหญ่ๆ 10 ล้านขึ้นไป การซื้อขายออเดอร์เล็กๆมักทำยากและราคาไม่ดี ผู้ลงทุนทั่วไปจึงมักลงทุนในหุ้นกู้ผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นกู้แทนการลงทุนโดยตรง เพราะไม่ต้องใช้เงินมากแล้วก็มีสภาพคล่อง รวมทั้งไม่ต้องเสียภาษีด้วยครับ
 
   

   
     ความเห็นที่ 2     โพสท์เมื่อ : 4 ม.ค. 48 เวลา 11:03:22 0 x  
 
nasset1

ตอบ: 204
   

คุณ buai ครับ
คำตอบจะยาวหน่วยนะครับ แต่จะเล่าแยกแยะให้เข้าใจง่าย ๆ ดังนี้
1. หุ้นกู้ เป็นหลักทรัพย์ประเภทตราสารแห่งหนี้ ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
2. หุ้นกู้ ออกโดยบริษัทมหาชน เพื่อขอกู้หนี้ยืมสินจากประชาชนทั่วไปโดยตรง เพื่อนำเงินมาใช้ในการดำเนินกิจการ แทนการขอกู้ยืมเงินจากธนาคารพาณิชย์ จึงกล่าวได้ว่า การออกหุ้นกู้จึงเป็นการตัดตัวกลาง (บริษัทกู้เงินจากผู้มีเงินออมโดยตรง) บริษัทก็ได้เงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง ผู้มีเงินออม (ที่ซื้อหุ้นกู้) ก็ได้รับดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าเงินฝากธนาคาร
3. โดยข้อเท็จจริงแล้ว หุ้นกู้ ก็คือ สัญญาเงินกู้นั่นเอง มีกำหนดการชำระดอกเบี้ย และการคืนเงินต้นที่ระบุไว้แน่นอน มีเงื่อนไขของการกู้ยืมเงินครบถ้วน
4. การออกหุ้นกู้ต้องเป็นไปตามกระบวนการที่กำหนดโดย สนง.กลต. เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ลงทุน (มิใช่ว่า บริษัทใดคิดจะออกหุ้นกู้ก็ทำได้) ผู้ออกหุ้นกู้ต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด
5. หุ้นกู้ที่เสนอขายประชาชนทั่วไป ต้องได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (วัดความสามารถในการคืนหนี้นั่นแหละครับ) โดยสถาบันการจัดอันดับที่ยอมรับโดย สนง.กลต. และต้อง review การจัดอันดับความน่าเชื่อถือทุกปี เพื่อกำกับเรื่องคุณภาพ
6. หุ้นกู้ที่เป็น investment grade (ลงทุนได้) ได้รับการจัดอันดับที่ BBB ขึ้นไป (คือ BBB, A, AA และ AAA ) ถ้าต่ำกว่า BBB ถือว่าเป็นหุ้นกู้ non investment grade จะมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า ผู้ลงทุนจะลงทุนก็ได้ แต่ก็เสี่ยงเอาเองว่าจะได้รับเงินคืนตามกำหนดหรือไม่
7. หุ้นกู้ที่ออกโดยบริษัทมหาชน จะมีผู้ประกันการขาย (เหมือนหุ้นออกใหม่นั่นแหละครับ) ส่วนใหญ่ก็จะเป็นธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์ ถ้าสนใจก็ต้องติดตามข่าวนะครับ)
8. หุ้นกู้ส่วนใหญ่จะขึ้นทะเบียนไว้กับศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทย บางส่วนก็ขึ้นทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทยหรือตลาดหลักทรัพย์ ก็เป็นตลาดรองทั้งคู่ ตลาดรองมีไว้สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการซื้อขายเปลี่ยนมือเป็นเงินสด (เหมือนกับกรณีหุ้นแหล่ะครับ) ส่วนราคาซื้อขายในตลาดรอง ก็จะเป็นไปตาม market yield ที่ขึ้นกับระดับดอกเบี้ยในปัจจุบัน อาจมีกำไรหรือขาดทุนในการซื้อขายหุ้นกู้ก็ได้ การคำนวณ market yield เป็นเรื่องยุ่งยากเอาการ แต่จะไม่ขอเล่าตรงนี้
9. ถ้าคิดจะลงทุนในหุ้นกู้ ก็สามารถลงทุนได้ครับ ทั้งที่เป็นการลงทุนโดยตรง หรือจะลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ จะต่างกันตรงที่ว่า ถ้าลงทุนโดยตรง ดอกเบี้ยรายงวดหรือกำไรส่วนเกินทุนที่ได้รับ ผู้ลงทุนจะต้องเสียภาษีเงินได้ แต่ถ้าลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ ก็ไม่เสียภาษีทั้งดอกเบี้ยรายงวดหรือกำไรส่วนเกินทุน

น่าจะตอบครบทุกประเด็นแล้ว แต่ถ้าคุณ buai ยังมีข้อสงสัยอะไรเพิ่มเติม ก็ถามเข้ามาใหม่นะครับ
 
   

   
     ความเห็นที่ 3     โพสท์เมื่อ : 4 ม.ค. 48 เวลา 11:05:31 0 x  
 
nasset1

ตอบ: 204
   

ว๊าว........ความรวดเร็วยังสู้ nasset103 ไม่ได้
ไม่เป็นไร ถือว่าเป็นกำไรนะครับ
 
   



กรุณา Log in ถ้าท่านต้องการตอบกระทู้นี้ .....คลิ๊กที่นี่

ลิขสิทธิ์โดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ธนชาต จำกัด