Thanachart Fund
 
  
our funds unit holder services learn about funds investment planning about us thanachartfund online
 
 
ภาวะการลงทุนในศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทย
ภาวะตลาดตราสารหนี้ในเดือนเมษายนค่อนข้างผันผวน อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield) ระยะสั้นและระยะยาวปรับเพิ่มขึ้น ในขณะที่ Yield ระยะกลางปรับลดลง
 
ภาวะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยในเดือนมีนาคมปรับตัวเพิ่มขึ้น 35.87 จุด หรือ 3.09% มาอยู่ที่ 1,196.77 จุด จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างประเทศที่ยังคงเข้าลงทุนในตลาดหุ้นกลุ่มประเทศอาเซียน เนื่องจากเชื่อว่าอาเซียนยังสามารถรักษาการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้
ภาวะการลงทุนในศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทย
 
ภาวะตลาดตราสารหนี้ในเดือนเมษายนค่อนข้างผันผวน อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield) ระยะสั้นและระยะยาวปรับเพิ่มขึ้น ในขณะที่ Yield ระยะกลางปรับลดลง โดย Yield อายุ 1 เดือน ถึง 2 ปี ปรับเพิ่มขึ้น +1 ถึง +9 bps Yield อายุ 3 - 8 ปี ปรับลดลง -1 ถึง -6 bps Yield อายุ 11 - 20 ปี ปรับเพิ่มขึ้น +2 ถึง +7 bps Yield อายุมากกว่า 20 ปี ขึ้นไป ปรับเพิ่มขึ้น + 2 ถึง +7 bps



ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้

1) Yield ที่ปรับเพิ่มขึ้นมาค่อนข้างมากและตลาดได้ซึมซับปัจจัยลบในช่วงที่ผ่านมาไปมากแล้ว ทำให้นักลงทุนบางกลุ่มเริ่มหันกลับเข้าลงทุนในพันธบัตรระยะกลาง

2) ภาระทางการคลังของรัฐบาลที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนยังกังวลกับอุปทานพันธบัตรออกใหม่ที่จะมีปริมาณมากขึ้น

3) แนวโน้มเงินเฟ้อที่จะสูงขึ้นในอนาคตจากราคาน้ำมันที่ยังทรงตัวในระดับสูงและการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ แม้ว่าในช่วงสั้นเงินเฟ้อจะดูชะลอลงซึ่งเป็นผลจากฐานที่สูงในปีก่อน ทำให้นักลงทุนยังชะลอการลงทุนโดยเฉพาะในพันธบัตรระยะยาว

4) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวนตามตัวเลขเศรษฐกิจ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยเคลื่อนไหวผันผวนตาม

5) ความวิตกกับฐานะการคลังของสเปนหลังรัฐบาลประสบปัญหาในการควบคุมการขาดดุลงบประมาณ ส่งผลให้กระแสเงินทุนไหลกลับเข้าลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย

สำหรับผลตอบแทน (Return) ของตลาดตราสารหนี้ในเดือนเมษายนวัดจากดัชนีพันธบัตรรัฐบาล (Government Bond Index) ปรับตัวเพิ่มขึ้น +0.27% โดยดัชนีมี Duration เฉลี่ย 5.99 ปี และดัชนีหุ้นกู้ภาคเอกชน (Corporate Bond Index (BBB up)) ปรับตัวลดลง +0.41% โดยดัชนีมี Duration เฉลี่ย 2.70 ปี

ภาวะเงินเฟ้อ

กระทรวงพาณิชย์ รายงานดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปและดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานเดือนเมษายน 2555 ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.47 เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2554 เป็นอัตราการเปลี่ยนแปลงที่ชะลอตัวจากเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อและราคาสินค้าจากผลกระทบด้านภาวะเศรษฐกิจโลก ภัยธรรมชาติ ความผันผานของอัตราแลกเปลี่ยน และอัตราดอกเบี้ยซึ่งจะมีผลต่อต้นทุนการผลิตและกระทบค่าครองชีพของประชาชน ดัชนีราคาผู้บริโภคโดยเฉลี่ยสูงขึ้นในอัตราที่ชะลอตัว เนื่องมาจากราคาสินค้าอุปโภคบริโภคบางชนิดเริ่มทรงตัว และบางชนิดปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนการผลิตและการขนส่ง จากการสูงขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีก ในประเทศที่ปรับราคาสูงขึ้นตามราคาน้ำมันตลาดโลก และการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันตามนโยบายรัฐบาล มีผลทำให้ดัชนีราคาหมวดอาหาร เครื่องดื่ม และดัชนีหมวดอื่นๆไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มสูงขึ้น ขณะที่อาหารสดบางชนิดมีราคาลดลง ไก่สด ไข่ไก่ ไข่เป็ด ผักสดบางชนิด สำหรับสินค้าและบริการอื่นๆที่มีราคาสูงขึ้นตามภาวะและปริมาณการผลิต เช่น ข้าวสารเจ้า นมและผลิตภัณฑ์นม เครื่องปรุงอาหาร ผลไม้สด อาหารสำเร็จรูป ค่าน้ำประปา สิ่งที่ใช้ทำความสะอาด และค่าของใช้ส่วนบุคคล

อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือนเมษายน 2555 ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.47 เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2554 และปรับเพิ่มขึ้น ร้อยละ 0.42 เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2555

อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (ไม่รวมหมวดสินค้าอาหารสดและพลังงาน) เดือนเมษายน 2555 ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.13 เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2554 และปรับเพิ่มขึ้น ร้อยละ 0.10 เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2555

แนวโน้มตลาดตราสารหนี้ในเดือนพฤษภาคมน่าจะเริ่มทรงตัว เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรในตลาดรองได้ปรับเพิ่มขึ้นมามากพอควรในช่วงที่ผ่านมา และการที่ตลาดรับรู้ปัจจัยลบไปมากแล้ว ประกอบกับสภาพคล่องทางการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง น่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุนได้



ภาวะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
 
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยในเดือนมีนาคมปรับตัวเพิ่มขึ้น 35.87 จุด หรือ 3.09% มาอยู่ที่ 1,196.77 จุด จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างประเทศที่ยังคงเข้าลงทุนในตลาดหุ้นกลุ่มประเทศอาเซียน เนื่องจากเชื่อว่าอาเซียนยังสามารถรักษาการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงหรือจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น โดยตลอดทั้งเดือน นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ซื้อสุทธิในตลาดไทยถึง 33,362 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 20,421 ล้านบาท นักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ 12,820 ล้านบาท และบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 121 ล้านบาท โดยในไตรมาส 1 นักลงทุนต่างชาติซื้อสะสมสุทธิถึง 82,770 ล้านบาท ทำให้ดัชนีเพิ่มขึ้น 16.72% ส่วนนักลงทุนสถาบันไทยขายสุทธิ 34,247 ล้านบาท

ปัจจัยในประเทศ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.0% หลังประเมินความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกเริ่มลดลงและเศรษฐกิจไทยมีแรงส่งที่ดี ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น และปรับประมาณการอัตราขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2555 เพิ่มเป็น 5.7% จากเดิมที่ 4.9% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มเป็น 3.4% จาก 3.2% ในส่วนภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนกุมภาพันธ์ฟื้นตัวดีขึ้น การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนกลับมาสูงกว่าระดับก่อนเกิดอุทกภัย การนำเข้าเร่งตัวขึ้น และการผลิตปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับ การส่งออกกลับมาขยายตัวแม้ว่ายังอยู่ในระดับต่ำ การจ้างงานเพิ่มขึ้น

ปัจจัยต่างประเทศ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) เห็นว่ายังต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อไป เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจและการจ้างงาน ทำให้ตลาดคาดหวังถึงมาตรการกระตุ้นใหม่ๆ เพิ่มเติมหลังมาตรการแทรกแซงตลาดพันธบัตร เพื่อดึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุปานกลางและยาวลง (Operation Twist) จะจบลงในกลางปีนี้ ด้านยุโรป ประเทศในกลุ่มยูโรได้ตกลงอนุมัติวงเงินให้กองทุนรักษาเสถียรภาพทางการเงิน (ESM) 5 แสนล้านยูโร เพื่อสนับสนุนทางการเงินแก่ประเทศสมาชิกเมื่อเกิดปัญหาทางการเงิน นับเป็นอีกหนึ่งมาตรการในการจำกัดขอบเขตปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศสมาชิกไม่ให้ลุกลาม

สำหรับแนวโน้มการลงทุนในระยะสั้นนั้น ตลาดหุ้นไทยเข้าสู่ช่วงการพักฐานหลังปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกที่ลดลงและปริมาณสภาพคล่องในตลาดโลกที่ยังสนับสนุนให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้น ทำให้คาดว่าราคาหุ้นไทยในไตรมาส 2 นี้ ยังอยู่บนแนวโน้มการปรับตัวขึ้น จากเงินทุนไหลเข้าหลังเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากภาวะน้ำท่วมได้เร็วกว่าคาด และประเมินว่าความเสี่ยงที่ตลาดจะปรับตัวลงลึกมีไม่มาก ทั้งนี้ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือ ภาวะการเมืองในประเทศ แนวโน้มการซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทย และทิศทางราคาน้ำมัน



Copyright @ 2006 Thanachart Fund Management Company Limited. All Rights Reserved.